ย้อนมองประวัติในวัยเด็กของ Kevin De Bruyne ดาวสตาร์ของ แมนเชสเตอร์ซิตี้

เควิน เดอบรอยน์ เขาเป็นนักเตะชาวเบลเยียม และเล่นให้กับสโมสร แมนเชสเตอร์ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่มีความสามารถมาก จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักเตะในไม่กี่คนที่จะมีความก้าวหน้า และจะเป็นจุดกำเนิดของฟุตบอลยุคใหม่ของทีมเบลเยียม

เควินเดอบรอยน์  เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 1991 ซึ่งครอบครัวของเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเบลเยียม ในช่วงเด็กๆ วินเดอบรอยน์ มีการย้ายถิ่นฐานหลายครั้งเนื่องจากพ่อของเขาได้มีการปรับเปลี่ยนงาน พ่อของเขาเองมีอาชีพเป็นพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งทำให้เขาและครอบครัวได้มีการย้ายบ้านอยู่ตลอดเวลา และทาง De Bruyne เองก็มักจะไปเยี่ยมครอบครัวของ Anna De Bruyne แม่ของเขาในอังกฤษ

ต่อมาเมื่อเขาอายุได้ 4 ขวบ เขาก็เริ่มค้าแข้งในถิ่นบ้านเกิดของเขา ต่อมาไม่นานเขาก็เริ่มเล่นให้กับสโมสรบ้านเกิด KVV Drongen ซึ่งทักษะและฟอร์มการเล่นฟุตบอลของเขา เป็นที่ดึงดูดความสนใจของแฟนบอลที่มาเข้าชมการแข่งขัน หลังจากสองปีที่ KVV Drongen เขาได้มีการโยกย้ายไปอยู่ในระบบเยาวชนของ Ghent ซึ่งเจ้าตัวมีโอกาสจะได้พบครอบครัวของเขาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น De Bruyne จึงต้องเรียนรู้และดำเนินชีวิตต่อไป

สำหรับเขาถือเป็นหนึ่งในนักเตะรุ่นเยาวชนหน้าใหม่ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศของเขาในโลกฟุตบอลเนื่องจากส่วนมากนักฟุตบอลในยุคนั้นจะทำผลงานออกมาไม่ค่อยสู้ดีนัก

ต่อมาในช่วงต้นปีของ 2008 De Bruyne ได้มีการปรับเปลี่ยนเลื่อนตำแหน่งให้เป็นทีมแรกของ Genk และทางทีมก็ได้มีการเปิดตัวในช่วงเดือนพฤษภาคม 2010 ซึ่งในช่วงฤดูกาล 2009/10 เขากลายเป็นผู้นักเตะระดับหัวกะทิและยังทำประตูแรกให้กับทีมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2010. หลังจากนั้นในปี 2010/11 เขาคว้าชัยชนะ Jupiler Pro League มาได้ หลังจากยิง 5 ประตูและทำถึง 16 แอสซิสต์ หลังจากที่ดีในฤดูกาล 2010/11 เขายิงไป 8 ประตูในฤดูกาล 2011/12 จากนั้นเขาก็ตกลงที่จะย้ายไปยังสโมสร EPL ในเชลซี

ในช่วงเดือนมกราคม ของปี 2012 เชลซีได้มีการออกมาเปิดเผยว่าทางเขาพร้อมที่จะเซ็นสัญญากับเควินเดอบรอยน์มิดฟิลด์ของเกงค์

จากนั้นในช่วงปี 2012-2013 ได้มีการยืมตัวไปเล่น เดอบรอยน์จึงถูกยืมปใช้งานให้กกับสโมสร บุนเดสลีกาแวร์เดอร์เบรเมน และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขายิงประตูแรกให้กับสโมสรและอยู่ในฟอร์มที่ดีตลอดทั้งฤดูกาล ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะถูกยืมตัวไปยังสโมสรอื่นในบุนเดสลีกา แต่José Mourinho ผู้จัดการของเชลซีก็ยืนยันว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตของสโมสร

ในช่วงปี 2013-2014 ที่เขาอยู่กับ เชลซี เจ้าตัวก็ได้ทำประตูแรกในเกมปรีซีซั่นให้กับเชลซีสำเร็จ แต่ก็ต้องแลกมากับอาการบาดเจ็บของเขา

 

ในช่วงต้นปี 2014 เขาได้ย้ายมาอยู่ โวล์ฟสบวร์ก ซึ่งได้มีการลงนามโดย Wolfsburg ด้วยค่าตัวประมาณ 18 ล้านปอนด์ ในช่วงเดือนเมษายน 2014 และไม่เคยทำให้ผิดหวังเขายิงประตูแรกให้กับสโมสรได้สำเร็จ และยังมีส่วนช่วยให้พวกเขาคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2013 นัดสุดท้ายของฤดูกาล 14/XNUMX

ต่อมาในปลายปีของ 2015 ได้มีการเปิดเผยว่า De Bruyne กำลังทำสัญญาร่วมกับเมืองแมนเชสเตอร์ ด้วยราคา 55 ล้านยูโรซึ่งเป็นเงินที่มากเป็นประวัติการณ์สำหรับสโมสร และก็ได้มีการเปิดตัวในเดือนกันยายนปี 2015 ให้กับ City และยังทำประตูให้ City ในช่วงนั้นอีกด้วย จากนั้นเขาก็กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นทั้ง 23 คนสุดท้ายของ Ballon d’Or. และเขายังมีส่วนสำคัญมากๆในรอบรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และยังได้รับคำชมจากผู้เชี่ยวชาญ ในฤดูกาล 2016/17 เขาก็ยังแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีรูปร่างที่ดี ช่วยให้ฝั่งของเขาเอาชนะคู่ต่อสู้ที่ยากลำบากเช่นลิเวอร์พูลและบาร์เซโลนา

ในซีซั่น 2017/18 เขาทำผลงานที่ดีที่สุด ในช่วงเดือนมกราคมของปี 2018 เขาได้รับรางวัลผลงานที่ดีที่สุดเป็นการขยายสัญญาซึ่งจะทำให้เจ้าตัวอยู่ที่ซิตี้จนถึงปี 2023 และเขายังมีส่วนช่วยให้ซิตี้คว้าแชมป์ EFL Cup และครองถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก. เดอบรอยน์ทำสถิติ 16 แอสซิสต์ตลอดฤดูกาล 2017/18 และได้รับรางวัล รางวัล EPL Playmaker คนแรกของซีซั่น. นอกจากนี้เขายังได้รับสถานที่ใน ทีมพีเอฟเอแห่งปี และยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ซิตี้